Fiction The Twin - บทนำ (70%)

posted on 22 Sep 2009 15:49 by sakae-ru
รถเก๋งยี่ห้อมาสด้าสีขาวแล่นมาจอดหน้าประตูรั้วของบ้าน ชายหนุ่มวัยประมาณ 25-26 ก้าวขาลงมาจากรถ
ดวงตาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกรอบแว่นสีน้ำตาลเข้มบ่งบอกถึงความรู้สึกสับสนและร้อนรน เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนที่จะใช้สองมือสางผมที่ยุ่งเหยิงให้กลับเข้าที่เข้าทางพอเป็นพิธี ก่อนค่อยๆ ก้าวเดินผ่านแนวรั้วมุ่งตรงไปยังประตูหน้าบ้านทีละก้าวอย่างช้าๆ สองมือกำแน่นออกอาการสั่งระริกอยู่เล็กน้อย

......................................................
นานมาแล้วที่ผมไม่ได้มาเหยียบยังสถานที่แห่งนี้ สถานที่ที่ผมเคยคิดว่าเป็นเพียงที่พักชั่วคราวของคนที่สูญเสียทุกอย่าง...สถานที่ที่ผมเรียกมันว่าบ้านของแม่ แน่นอนบ้านที่แสนพิเศษ และ สถานที่ที่ผมได้เริ่มต้นรู้จักกับ "เธอ"


ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว อากาศที่แสนร้อนระอุกลางเดือนเมษายน อีกไม่กี่วันก็จะเป็นเทศกาลสงกรานต์แล้ว ที่จริงผมก็ไม่รู้สึกดีอกดีใจกับเทศกาลนี้สักเท่าไหร่หรอก เพราะมันก็แทบไม่ต่างไปจากกับวันปกติธรรมดาวันหนึ่ง สงกรานต์ปีนี้ตรงกับวันเสาร์-จันทร์ เลยทำให้คนในวัยทำงานหลายๆ คนมีวันหยุดยาว ผมเริ่มเห็นลูกหลานของเพื่อนบ้านหลายๆ หลังเริ่มทยอยเดินทางกลับมาบ้างแล้ว ชนบทที่ตามปกติเวลานี้จะเริ่มเงียบเหงาก็เริ่มคึกคักขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

"บางครั้งหายนะก็มักจะคืบคลานเข้ามาพร้อมๆ กับความปกติธรรมดาของวัน"
และเพราะว่ามันเป็นวันที่ดูเหมือนจะธรรมดานี่เอง ผมจึงแทบไม่รู้เลยว่าวันนั้นชีวิตของผมจะต้องเปลี่ยนไป

เสียงนาฬิกาโบราณตีบอกเวลา 19.30 น. พร้อมๆ กับเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้น ผมคาดว่าคงเป็นพ่อของผมที่โทรมา ท่านออกไปข้างนอกตั้งแต่เมื่อช่วงสาย ซึ่งตามปกติเวลาป่านนี้ต้องกลับบ้านมาแล้ว สงสัยว่าอาจจะติดธุระ คงโทรมาให้ผมจัดแจงหาข้าวกินเองละมั๊ง...แต่ก็นั่นล่ะ มันเป็นเพียงแค่การคาดเดาของผม
เมื่อผมรับโทรศัพท์ เสียงที่เอ่ยขึ้นมากลับไม่ใช่เสียงของพ่อที่ผมคุ้นเคย แต่กลับเป็นเสียงของหญิงสาวคนหนึ่ง...เสียงของอาเล็ก...รุ่นน้องในที่ทำงานของพ่อผมนั่นเอง เสียงของเธอสั่นเครือ
"น..นนท์ เหรอลูก น..น..นี่...อ..อาเล็ก..นะ"
"ครับ มีอะไรเหรอครับอา" ผมถาม
อาเล็กตัวเล็กสมชื่อ ตามปกติแล้วเธอเป็นคนร่าเริง เข้ากับคนง่าย มักจะเรื่องแปลกๆ มาเล่าให้ผมฟังอยู่เสมอๆ
ในบรรดาเพื่อนๆ ของพ่อ เรียกว่าผมค่อนข้างถูกชะตากับอาเล็กมากที่สุดเลยก็ว่าได้ แต่มาวันนี้น้ำเสียงของอาเปลี่ยนไป คงต้องมีเรื่องอะไรบางอย่าง
"ด..เดี๋ยว..อ..อา ไปหาที่บ้านนะ" อาเล็กพูดตะกุกตะกัก
"อ่ะครับ แต่ว่า ตอนนี้พ่อไม่อยู่นะครับ"
"ม..ไม่เป็นไรจ๊ะ ด..เดี๋ยว อ..อา ไปหานะ อ..อย่าเพิ่ง อ..ออกไปไหนนะ"
"อ่ะ ครับ"
ผมวางโทรศัพท์ รู้สึกท้องไส้โหวงไปหมด กลิ่นเค้าเรื่องแย่ๆ ลอยออกมาจากจากน้ำเสียงของอาเล็ก...ผมแอบหวังว่าอาคงไม่ได้มาเพราะเรื่องของพ่อ

หลังจากวางสายอาเล็กไปแล้ว ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองดูนาฬิกาถี่ขึ้น
19.45 น...19.45 น. กับอีก 27 วินาที...19.47 น....19.51 น. กับอีก 46 วินาที...และ 20.00 น.
เสียงรถมอเตอร์ไซค์ยามาฮ่ารุ่นเดอะของอาเล็กดังแว่วและมาจอดเงียบสงบอยู่หน้าบ้าน เธอวิ่งเข้ามาหาผมพร้อมกับโผกอดเข้าเต็มรัก ผมเผ้าที่ผมเคยเห็นเรียบร้อยวันนี้กลับยุ่งเหยิง ใบหน้าที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็จะมีแต่รอยยิ้ม วันนี้กลับเต็มไปด้วยคราบน้ำตา
"น..นนท์...ท..ทำใจดีๆ นะ"
"มีเรื่องอะไรเหรอครับ อา" ผมเริ่มร้อนรน
"อ..เออ..พ..พ่อของนนท์...." อาพูดเพียงแค่นั้นก่อนที่จะก้มหน้าร้องไห้อีกโฮใหญ่
"พ่อผม...พ่อผมเป็นอะไรเหรอครับ"
"อ..พ่อนนท์...เสียแล้วนะ"
คำพูดของอาเป็นเหมือนฟ้าผ่าท่ามกลางแดดร้อนเปรี๊ยงๆ ชีวิตของผมตั้งแต่จำความได้ผมก็มีพ่อเป็นบุคคลในครอบครัวเพียงคนเดียวมาโดยตลอด และในวันธรรมดาๆ วันนี้ผมก็ได้มารับรู้ว่าครอบครัวของผมนั้นจะไม่มีอีกแล้ว น้ำตาของผมเริ่มหลั่งไหลพรั่งพรู ไม่รู้เลยว่ามันไหลออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ มันไหลออกมาไม่ยอมหยุด 'เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับพ่อของผม' ผมถามอาเล็กซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่กลับไม่ได้รับคำตอบจากอาเลย สภาพของอาในตอนนี้ก็ไม่สามารถบอกอะไรผมได้มาก เธอร้องไห้มากกว่าผมที่ออกอาการมึนงงเสียอีก

"พ่อของนนท์ถูกไอ้เจียขับรถชน มันคงไปฉลองที่ไหนมาซักที่นี่ล่ะ กำลังเมาได้ที่เลย"

งานศพของพ่อถูกจัดขึ้นเรียบๆ อาเล็กนับว่าเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงจัดการงานทั้งหมดแทนผมที่ทำอะไรไม่เป็นเลย
ในงานมีแขกมาร่วมงานไม่มาก ส่วนใหญ่ก็เป็นคนในที่ทำงานของพ่อที่ผมค่อนข้างคุ้นหน้าคุ้นตาทั้งนั้น ผมเริ่มกังวลอนาคตของผม เมื่อไม่มีพ่อแล้วผมจะสามารถทำอะไรได้บ้าง ผมยังจะสามารถไปเรียนหนังสือได้อยู่รึเปล่า
หรือว่าต้องลาออกจากโรงเรียนแล้วออกมาหางานทำ แต่ผมเพิ่งอายุจะ 15 มาไม่กี่เดือนนี่เอง ใครเค้าจะรับเด็กอายุ 15 ไปทำงานกันเล่า...
ระหว่างที่ผมกำลังคิดไปต่างๆ นานา อาเล็กก็เด็นเข้ามาหาพร้อมกับผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง เธอจัดว่าค่อนข้างสวยเลยทีเดียว ผมดำสนิทยาวสลวยระบ่า ชุดแซกสีดำขับให้ผิวที่ขาวอยู่แล้วแลดูขาวซีด กริยาลักษณะท่าทางผมดูยังไงก็ไม่น่าจะเป็นชาวบ้านร้านตลาดละแวกนี้
"นนท์จ๊ะ มีคนที่นนท์จะต้องรู้จัก มาทางนี้หน่อยสิ"
"..."
"นี่..คุณแม่ของนนท์ไงจ๊ะ" อาเล็กพูกพร้อมกับผายมือไปยังผู้หญิงคนที่เดินตามเธอมาด้วย
นับแต่ตั้งแต่จำความได้ ไม่มีใครเคยพูดถึงแม่ให้ผมได้ฟังเลยแม้แต่ครั้งเดียว หลายครั้งหลายคราที่ผมถามหาเอาจากพ่อ พ่อมักจะนิ่งและไม่เคยตอบคำถามผมเลยซักครั้ง นานวันเข้าทำให้ผมแอบคิดไปเองว่าแม่คงตายจากพ่อและผมไปเมื่อนานแสนนานมาแล้ว และสุดท้ายผมก็เลิกถามหาแม่อีก...
คำว่าแม่ไม่มีความจำเป็นสำหรับครอบครัวของผมอีกต่อไป แต่มาวันนี้คนที่ผมคิดว่าตายจากไปเมื่อนานแสนนานมาแล้วกลับยืนสง่าอยู่ตรงหน้าผม เธอยืนอยู่ท่ามกลางงานศพของคนที่ผมคิดว่าเป็นครอบครัวเพียงคนเดียวของผม ผมควรจะรู้สึกแบบไหนดี

หลังจากงานศพของพ่อผ่านพ้นไป 3 วันหลังจากนั้นผมต้องจัดเก็บกระเป๋าและข้าวของทั้งหมดเพื่อเดินทางไปอยู่กับแม่ที่กรุงเทพ และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสไปเหยียบดินแดนที่ใครต่อใครต่างพากันเรียกว่าดินแดนแห่งอารยธรรม
"พ่อไม่อยู่แล้ว นนท์ต้องย้ายไปอยู่กับแม่นะ"
"..."
"ลูกอยู่ที่นี่คนเดียวไม่ได้หรอก ไหนจะเรื่องเรียนต่ออีก ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวแม่จัดการเรื่องทั้งหมดนี้ให้"
"ผมจะไม่ทำให้'คุณ'ลำบากเหรอครับ"
"คิดอะไรแบบนั้นล่ะ ลูกเป็นลูกของแม่นะ เรื่องแค่นี้แม่ไม่ลำบากหรอก"
ผมยังไม่ยอมเรียกแม่ว่า"แม่" สาเหตุหนึ่งก็เพราะมันค่อนข้างกระดากปากที่จะเรียกแบบนั้น ผมจึงเลือกที่จะเรียกเธอว่า "คุณ" แทน

......................................................
เสียงฝีเท้าหนักๆค่อยๆ ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่บริเวณหน้าประตูบ้านอยู่พักใหญ่เห็นจะได้ ฉันจำเสียงน้ำหนักของฝีเท้านี้ได้ดี ไม่ใช่ใครอื่นไกล เป็นเสียงฝีเท้าของนนท์อย่างแน่นอน ความเงียบแบบนั้นเขาคงลังเลที่จะเปิดประตูเข้ามา นี่ฉันทำให้เขาต้องยุ่งยากลำบากใจมากมายเลยสินะ

ฉันพยายามยันตัวเองให้ลุกขึ้นมาจากเก้าอี้หวายสีน้ำตาลอ่อน มันส่งเสียงอี๊ดอ๊าดเล็กน้อยแต่เมื่อฉันเหยียดตัวยืนได้เต็มที่มันก็เงียบเสียงลงไป
ประตูไม้ที่เมื่อก่อนเคยถูกทาสีขาวดูสะอาดตาแต่เดี๋ยวนี้สีเหล่านั้นเริ่มหลุดลอกไปตามกลาเวลาบ้างแล้ว บานกระจกฝ้าสะท้อนเงาตะคุ่มของนนท์เคลื่อนไหววูบวาบไปมา ฉันคว้าลูกบิดประตูก่อนเปิดมันออกพร้อมกับพยายามฝืนยิ้มให้ และเขาคงสังเกตุเห็นว่ารอยยิ้มพวกนี้มันช่างเสแสร้งสิ้นดี แต่เขาก็ไม่เอ่ยปากพูดอะไรและนั่นล่ะก็เป็นเอกลักษณ์ของเขา

ฉันรู้จักกับนนท์มา 10 ปีแล้ว ก่อนหน้านั้นฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าฉันมีน้องชายฝาแฝด แม่เคยเล่าให้ฉันฟังแค่เรื่องของพ่อเพียงคร่าวๆ เท่านั้น จนกระทั่งวันหนึ่งแม่เข้ามาบอกว่าพ่อเสียชีวิตลง และต้องเดินทางไปรับน้องชายฝาแฝดของฉันมาอยู่ด้วยกัน ตอนนั้นฉันรู้สึกตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ เฝ้าแต่นับรอวันที่แม่จะเดินทางกลับมา จินตนาการถึงหน้าตาของน้องชายที่ฉันไม่เคยได้เห็นมาก่อน เขาเป็นฝาแฝด หน้าตาจะเหมือนกับฉันรึเปล่านะ

"เก็บกระเป๋าเสร็จรึยัง ให้ผมช่วยเก็บอะไรมั๊ย" นนท์เอ่ยปากถามพร้อมกับก้าวเท้าเข้ามาข้างในตัวบ้าน
"ไม่ต้องหรอก พี่เก็บเสร็จแล้วล่ะ"
"งั้นเดี๋ยวผมจะยกมันไปใส่รถให้ พี่นั่งรออยู่ก่อนละกัน" พูดจบเขาก็หยิบกระเป๋า 2-3 ใบที่วางอยู่ใกล้ๆ กับประตูแล้วเดินออกไป
ความเงียบทำให้ฉันกลับเข้าสู่พวังค์อีกครั้ง...

"ทำไมกัน ทำไมถึงต้องโกหกปิดบังฉันด้วย"